Posted by suppasu on December 25, 2007
ผมไม่ไปเลือกตั้ง, ผมไม่ไปโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะผมเชื่อว่า ผมมีสิทธิที่จะแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมือง ว่าผมไม่ยอมรับรัฐประหาร ไม่ว่าด้วยเหตผลใดๆ เพราะผมเชื่อว่า กลไกลของประชาธิปไตยจะสามารถเดินหน้าไปได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องใช้ “มือสีเขียว” เข้ามาช่วยให้เดินหน้า
พูดเรื่องการเลือกตั้งกับรัฐประหารไปแล้ว เพื่อให้เข้ากับหัวข้อ ก็จะขอพูดถึงเรื่อง ชั้นวรรณะ และ ระบบศักดินาของไทยซะหน่อยบางคนอาจจะแย้งว่า เอ๊ะ! เรื่องเหล่านี้มันไปเกี่ยวข้องรัฐประหารและการเลือกตั้งตรงไหน เดี่ยวก็จะได้รู้กันครับ
ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยรู้ว่า วรรณะคืออะไร และหลายคนยังรู้ด้วยว่า อินเดียนั้นเคยแบ่ง ออกเป็น 4 วรรณะ และหลายคนก็คงจะภูมิใจว่า เฮ้ย ประเทศเราไม่มีชั้น วรรณะ ทุกคนในประเทศไทยเสมอภาคกัน ผมเคยเชื่อเช่นนั้น และคิดว่าหลายคนคงจะเชื่อเช่นนั้น
แต่ความเชื่อเรื่องเมืองไทยไม่มีชั้นวรรณะของผม ก็มักจะมาสั่นคลอนทุกครั้งหลังการเลือกตั้ง ลองมาดูตัวอย่างที่ผมมักจะได้ยินบ่อยๆ หลังการเลือกตั้งกันดีกว่านะ (เอ้อ ลืมบอกไป ผมเป็นคนใต้ 100% นะครับ)
A : ไอ้คนภาคอีสาน มันโง่จริงๆ เลือกไปได้ยังไงพรรคนายทุน รวยแล้วเดี๋ยวก็มากอบโกยอีก====> เลือกตั้งปี 44 ทักษิณสมัยแรก
B : คน กทม นี่ตามกระแสนะ เลือกไปได้ พรรคนายทุน ====> เลือกตั้งปี 44 ทักษิณสมัยแรก
C : ใบสีม่วงคงปลิวว่อนทั่ว ภาคอีสาน อ่ะจิ ถึงได้เลือกมันเข้ามาอีก ===> เลือกตั้ง ปี 48 ทักษิณสมัยสอง
อันนี้ล่าสุดเลย สดๆ หลังเลือกตั้งเสร็จ
D : แมร่ง คนอีสานมันกินอะไรวะ สงสัยกินแต่ปลาร้า ถึงได้โง่แบบนี้
ที่จริงมีมากกว่านี้ แต่เอามาให้เป็นตัวอย่างก็พอ
จริงๆ แล้ว นอกจากการเลือกตั้งแล้ว ยังมีเหตุการณ์ หลายอย่างอีกที่ทำให้คนมีความคิดแบบนี้ขึ้นมา เดี๋ยวผมจะลองแบ่งวรรรณะในสังคมไทยคร่าวๆให้ก็แล้วกัน โดยเรียงจากสูงไปต่ำ
แบ่งตามภูมิภาค :
- ภาคกลาง, ภาคใต้
- ภาคเหนือ
- ภาคอีสาน
แบ่งตามมุมมองทางการเมือง
- ศักดินา, อมาตยาธิปไตย
- ทุนนิยม
- คอมมิวนิสต์
จริงๆ แล้ว แบ่งได้มากกว่านี้อีก แต่ไม่กล้าโพส เพราะกลัวจะตายก่อนแก่
มาพูดถึงเรื่องศักดินา เรื่องนี้พูดกันได้ยาวๆ ตัวอย่างระบบศักดินาที่เห็นชัดเจนที่สุด ก็ ระบบราชการนี้แหล่ะ ไม่ต้องดูที่อื่นให้ไกล มุมมองข้าราชการส่วนมากมักจะเป็น เราเป็นนาย ประชาชนเป็นบ่าว ทั้งๆที่มันควรจะเป็นตรงกันข้าม
Self Centre อันนี้ลองดูบทความเรื่อง เลือกข้าง ที่ผมเคยเขียนก็ได้
ลองคิดดูละกัน ว่า คำเหล่านี้ ศักดินา, ชั้นวรรณะ, การเลือกตั้ง, self centre, รัฐประหาร และประเทศไทย มันเกี่ยวข้องกันยังไง
Posted in ถังความคิด | Tagged: election, politics, social | 1 Comment »
Posted by suppasu on December 14, 2007
เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มีโอกาสได้ฟังบรรยายของ อ.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ เรื่อง “งานวิจัยกับการพัฒนาพื้นที่ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ฟังแล้วก็เกิดความคิดหลายๆอย่างขึ้นมาในหัว เพราะสิ่งที่ อ.สุธีระ พูดมา หลายอย่างก็เป็นสิ่งที่ผมกำลังคิดแต่ยังมองภาพได้ไม่ชัดเจน บางอย่างก็สะกิดให้คิดอะไรใหม่ๆ
อย่างแรกที่คิดได้ก็คือ มหาวิทยาลัยของเราน่าจะมีการประชาสัมพันธ์ในส่วนของงานวิจัยให้นักศึกษาในแต่ ละคณะรู้กันมากกว่านี้ เพราะเท่าที่เห็น งานวิจัยในส่วนของแต่ละคณะมักจะรู้กันอยู่ในแต่คณะตัวเอง อย่าว่าแต่คณะเลย แม้กระทั่งคณะเดียวกัน แต่คนละภาควิชาก็ยังหาอ่านได้ยาก (อันนี้อาจจะเป็นเพราะความไม่รู้ของผมเองก็ได้) ซึ่งน่าจะมีหน่วยงานกลางหรือ search engine ที่มีประสิทธิภาพในการค้นหา (ผมไม่นับ OPAC ในห้องสมุด เพราะยังไม่สามารถค้นถึง content ข้างในได้) ซึ่งในส่วนนี้ผมคิดว่าเป็นส่วนสำคัญ เพราะบางครั้งเรามีไอเดียใหม่ๆ แต่ไม่แน่ใจว่าเคยมีคนทำมาแล้วหรือเปล่า จะได้สามารถไปค้นหามาอ้างอิงได้
ความ คิดที่สองที่ตามมาติดๆจากความคิดอันแรก ก็คือ อยากให้มีหน่วยงานกลางในการจัดการบรรยายสิ่งที่นักศึกษาทำวิจัยได้ทำในแต่ละงาน โดยอาจจะบังคับให้นักศึกษาที่เป็นผู้ช่วยวิจัยในระดับ ป.ตรี, ป.โท, ป.เอก ทุกคนเป็นสมาชิก แล้วมีการจัดประชุมกันเดือนละครั้ง เพื่อที่ให้นักศึกษาที่ทำวิจัยแต่ละคน ได้มีโอกาสได้เห็นงานวิจัยของคนอื่นๆ จะได้มองภาพในแบบ big picture ได้ดีขึ้น แล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานวิจัยที่ตัวเองทำอยู่ได้ หรือบางทีอาจจะทำให้เกิดงานวิจัยใหม่ๆ ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างงานวิจัยของกลุ่มอื่นๆ
ความคิดที่สามเป็นการต่อยอดมา จากความคิดที่สอง ถ้าหากเรามีหน่วยงานที่รวบรวมนักศึกษาทำวิจัยได้จำนวนหนึ่งแล้ว ทางมหาวิทยาลัยอาจจะแบ่งเป็น cluster ของงานวิจัย โดยในแต่ละ cluster ก็จะประกอบด้วยนักศึกษาทำวิจัยต่างคณะกัน เพื่อที่จะให้งานวิจัยในแต่ละ cluster มี point of view ที่หลากหลาย ซึ่งผมมองว่าจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำวิจัย
ตัวอย่างของความคิดที่สาม ที่ลองคิดเล่นๆ ก็คือ เราอาจจะมี cluster ของวิทยาศาสตร์ชีวภาพ โดยเน้นการวิจัยเกี่ยวกับการสำรวจด้านชีวะ (ซึ่ง มอ. เราน่าจะโดดเด่น เพราะภาคใต้เรามีความหลากหลายทางชีวภาพสูง) โดยใน cluster นี้ ก็อาจประกอบด้วย นักศึกษาสายชีวภาพเป็นหลัก โดยอาจจะมีนักศึกษาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สำหรับการเขียนโปรแกรม, นักศึกษาที่เรียนคณิตศาสตร์ สำหรับ การสร้างโมเดล, นักศึกษาด้านเคมี สำหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี, นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ สำหรับการวิเคราห์ความจำเป็นด้านเศรษฐกิจหรือความคุ้มทุน
สำหรับการแบ่ง เป็น cluster ต่างๆ ข้อดีที่เห็นได้ชัดก็คือ นักศึกษาได้ทำวิจัยร่วมกับ งานวิจัยในสาขาอื่น มีโอกาสมองในภาพรวมได้ดีกว่า และงานวิจัยที่ได้ ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และผลงานที่ได้ก็จะเด่นในด้านภาพรวม ซึ่งหากเป็นการทำวิจัยแยกกันของแต่ละส่วน เราอาจจะไม่สามารถนำงานวิจัยนั้นมาใช้ร่วมกันได้ สุดท้ายก็กลายเป็นงานวิจัยขึ้นหิ้ง
และถ้าหากภาคีวิจัยและcluster วิจัยประสบความสำเร็จ เราก็อาจจะเชื่อมโยงงานวิจัยกับเครือข่ายภายนอก เช่น เครือข่ายองค์กรเอกชน, เครือข่ายข้าราชการ, เครือข่ายประชาชน ทำให้เกิด impact อย่างมากกมาย
แนวคิดทั้งหมดที่ได้มา อ.สุธีระ ใช้คำว่า ยุทธศาสตร์ตาผึ้ง นั่นก็คือ ภาพรวมที่ผึ้งเห็น จะเกิดจากตาประกอบย่อยๆหลายๆอันประกอบภาพมาเป็นภาพใหญ่ภาพเดียว ซึ่งทำให้งานวิจัยในภาพใหญ่สามารถนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น
Posted in ถังความคิด | Tagged: idea, research, thought | Leave a Comment »
Posted by suppasu on December 1, 2007
กำหนดส่งรายงาน NSC วันที่ 3 มกรา 51 แล้วครับ พี่น้อง
Posted in Dialy/blog | Leave a Comment »