ไปอ่านบล็อกเรื่อง โลกที่เร็วและกว้างเกินการรับรู้ ของ teerapap รู้สึกเห็นด้วยกับเนื้อหาข้างในหลายอย่าง โดยเฉพาะประโยคนี้
ผมเคยใช้ชีวิต นั่งอ่าน blog นั่งอ่านข่าว นั่งเสพความรู้ผ่าน feed reader จมอยู่กับมันวัน
ละสองสามชั่วโมง เสียเวลาชีวิตก็จริง แต่ก็ได้ความรู้มากมาย
เห็นด้วยอย่างแรง !!! ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เสียเวลาในแต่ละวันในการอ่านข่าว จัดการ feed กว่าจะเคลียร์ในแต่ละวัน ก็ปาเข้าไป 2-3 ชั่วโมงแล้ว หยุดอ่านซักสองวัน feed ก็มาเป็นร้อย พอเยอะมากๆ เข้า ก็กด read all ไปซะ เสียดายก็เสียดาย แต่ไม่รู้จะทำไง ขืนอ่านหมดก็ไม่เป็นอันทำอะไรพอดี
พอเริ่มอ่านมากๆ เข้า ความคิดบางอย่างมันก็ตกตะกอนในหัว เอ๊ะ ทำไมเราต้องมานั่งอ่านของพวกนี้ทุกวันด้วย ? เหตุผลหลักที่ดึงดูดให้มาอ่านของพวกนี้คืออะไร ?
หากเราลองถอยออกมาจากโลกไซเบอร์ซักก้าวนึง แล้วลองมองไปยังสังคมรอบๆตัวเรา จะเห็นได้ว่ารอบๆตัวเรา มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอดเวลา เราอาจคุยเรือ่งการเมืองกับเพื่อนได้เป็นวันๆ ก็เพราะทั้งเพื่อนและเรามีความสนใจในเรื่องเดียวกัน เราอาจจะชอบฟังนักวิชาการบางคนพูด ก็เพราะชื่นชมในตัวนักวิชาการคนนั้น หรืออาจจะชื่นชมในเนื้อหาที่เขาต้องการนำเสนอ
กลับมาที่โลกไซเบอร์กันต่อ จากสังคมจริงๆ ในชีวิตจริง เราก็อาจจะสรุปได้ว่า สิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เรามาอ่าน ข่าวหรือfeed นั้นๆ เป็นประจำ นั่นก็คือ เนื้อสาร และผู้ส่งสาร
การใช้ feed ช่วยเรากลั่นกรองเนื้อหาที่เราต้องการได้บางส่วนก็จริง แต่บนโลกไซเบอร์แห่งนี้ เนื้อหาต่างๆ มีจำนวนมากมายมหาศาล ถึงแม้เราจะเลือกเนื้อหาที่เราสนใจ จำนวนที่มีมันก็ยังมากอยู่ดี แล้วอีกอย่าง feed ก็กรองเนื้อหาที่เราต้องการได้อย่างอยาบๆ เท่านั้น เราอาจสนใจวิชาฟิสิกส์ก็จริง แต่เราก็ไม่ต้องการรู้เรื่องพลังงานในระดับควอนตัม ซึ่งตรงนี้การใช้feed ในการกรองยังทำได้ไม่ดีนัก
ส่วนการเลือกผู้ส่งสาร เฉพาะที่เราชื่นชอบ วิธีนี้อาจจะดี แต่ในคนๆหนึ่ง ก็ล้วนมีหลายด้าน ในบางด้านอาจเราอาจจะไม่ชอบตรงนั้น ทำไงดี ?
สำหรับผม วิธีแก้ปัญหาข้อมูลล้นท่วมหัว ที่ผมมักจะใช้เสมอ ก็คืออาศัยเครือข่ายทางสังคมนี่แหละครับ ผมไม่ต้องไล่ตามฟังเพลงทุกเพลงที่ออกใหม่ เพราะผมมีเพื่อนหลายคน ที่มีรสนิยมในการฟังเพลงเหมือนๆผม เมื่อพวกเขาเห็นเพลงไหนที่คิดว่าผมน่าจะชอบ เค้าก็บอกผม ในทางกลับกัน เมื่อมีหนังเรื่องไหนที่เพื่อนๆน่าจะชอบ ผมก็แนะนำ ซึ่งก็ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย
รูปแบบที่พูดมา หลายคนคงพอนึกออกแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็แบบ Last.fm ที่เราสามารถกรองเพลงที่เราชอบได้ แน่นอน การใช้วิธีดังกล่าว ต้องอาศัย learning curve ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าข้อมูลมีจำนวนมากขึ้น ความแม่นยำในการทายใจเราก็จะมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่าน่าจะช่วยในการกลั่นกรองข้อมูลในระดับหนึ่ง
Google reader อาจจะสามารถให้แต่ละคน share feed ที่อ่าน หรือให้ดาวได้ก็จริง แต่ผมมองว่ามันยังไม่มีประสิทธภาพเพียงพอ หลายครั้ง item ที่ share ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผมสนใจ หลายครั้งกลายเป็นไปคนละเรื่องกันเลย
การมาของ web 3.0 คงทำให้อะไรๆ ดีขึ้นกว่านี้ ?
หรือเราาควรเปลี่ยนแปลงนิสัยของเราเอง รู้เท่าที่จำเป็น ?
หรือไม่ต้องรู้อะไรเลย ใช้ชีวิตไปวันๆ ?
แบบไหนกันแน่ที่ดี ?
