เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว มีโอกาสได้ฟังบรรยายของ อ.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ เรื่อง “งานวิจัยกับการพัฒนาพื้นที่ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ฟังแล้วก็เกิดความคิดหลายๆอย่างขึ้นมาในหัว เพราะสิ่งที่ อ.สุธีระ พูดมา หลายอย่างก็เป็นสิ่งที่ผมกำลังคิดแต่ยังมองภาพได้ไม่ชัดเจน บางอย่างก็สะกิดให้คิดอะไรใหม่ๆ
อย่างแรกที่คิดได้ก็คือ มหาวิทยาลัยของเราน่าจะมีการประชาสัมพันธ์ในส่วนของงานวิจัยให้นักศึกษาในแต่ ละคณะรู้กันมากกว่านี้ เพราะเท่าที่เห็น งานวิจัยในส่วนของแต่ละคณะมักจะรู้กันอยู่ในแต่คณะตัวเอง อย่าว่าแต่คณะเลย แม้กระทั่งคณะเดียวกัน แต่คนละภาควิชาก็ยังหาอ่านได้ยาก (อันนี้อาจจะเป็นเพราะความไม่รู้ของผมเองก็ได้) ซึ่งน่าจะมีหน่วยงานกลางหรือ search engine ที่มีประสิทธิภาพในการค้นหา (ผมไม่นับ OPAC ในห้องสมุด เพราะยังไม่สามารถค้นถึง content ข้างในได้) ซึ่งในส่วนนี้ผมคิดว่าเป็นส่วนสำคัญ เพราะบางครั้งเรามีไอเดียใหม่ๆ แต่ไม่แน่ใจว่าเคยมีคนทำมาแล้วหรือเปล่า จะได้สามารถไปค้นหามาอ้างอิงได้
ความ คิดที่สองที่ตามมาติดๆจากความคิดอันแรก ก็คือ อยากให้มีหน่วยงานกลางในการจัดการบรรยายสิ่งที่นักศึกษาทำวิจัยได้ทำในแต่ละงาน โดยอาจจะบังคับให้นักศึกษาที่เป็นผู้ช่วยวิจัยในระดับ ป.ตรี, ป.โท, ป.เอก ทุกคนเป็นสมาชิก แล้วมีการจัดประชุมกันเดือนละครั้ง เพื่อที่ให้นักศึกษาที่ทำวิจัยแต่ละคน ได้มีโอกาสได้เห็นงานวิจัยของคนอื่นๆ จะได้มองภาพในแบบ big picture ได้ดีขึ้น แล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานวิจัยที่ตัวเองทำอยู่ได้ หรือบางทีอาจจะทำให้เกิดงานวิจัยใหม่ๆ ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างงานวิจัยของกลุ่มอื่นๆ
ความคิดที่สามเป็นการต่อยอดมา จากความคิดที่สอง ถ้าหากเรามีหน่วยงานที่รวบรวมนักศึกษาทำวิจัยได้จำนวนหนึ่งแล้ว ทางมหาวิทยาลัยอาจจะแบ่งเป็น cluster ของงานวิจัย โดยในแต่ละ cluster ก็จะประกอบด้วยนักศึกษาทำวิจัยต่างคณะกัน เพื่อที่จะให้งานวิจัยในแต่ละ cluster มี point of view ที่หลากหลาย ซึ่งผมมองว่าจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการทำวิจัย
ตัวอย่างของความคิดที่สาม ที่ลองคิดเล่นๆ ก็คือ เราอาจจะมี cluster ของวิทยาศาสตร์ชีวภาพ โดยเน้นการวิจัยเกี่ยวกับการสำรวจด้านชีวะ (ซึ่ง มอ. เราน่าจะโดดเด่น เพราะภาคใต้เรามีความหลากหลายทางชีวภาพสูง) โดยใน cluster นี้ ก็อาจประกอบด้วย นักศึกษาสายชีวภาพเป็นหลัก โดยอาจจะมีนักศึกษาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สำหรับการเขียนโปรแกรม, นักศึกษาที่เรียนคณิตศาสตร์ สำหรับ การสร้างโมเดล, นักศึกษาด้านเคมี สำหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี, นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ สำหรับการวิเคราห์ความจำเป็นด้านเศรษฐกิจหรือความคุ้มทุน
สำหรับการแบ่ง เป็น cluster ต่างๆ ข้อดีที่เห็นได้ชัดก็คือ นักศึกษาได้ทำวิจัยร่วมกับ งานวิจัยในสาขาอื่น มีโอกาสมองในภาพรวมได้ดีกว่า และงานวิจัยที่ได้ ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และผลงานที่ได้ก็จะเด่นในด้านภาพรวม ซึ่งหากเป็นการทำวิจัยแยกกันของแต่ละส่วน เราอาจจะไม่สามารถนำงานวิจัยนั้นมาใช้ร่วมกันได้ สุดท้ายก็กลายเป็นงานวิจัยขึ้นหิ้ง
และถ้าหากภาคีวิจัยและcluster วิจัยประสบความสำเร็จ เราก็อาจจะเชื่อมโยงงานวิจัยกับเครือข่ายภายนอก เช่น เครือข่ายองค์กรเอกชน, เครือข่ายข้าราชการ, เครือข่ายประชาชน ทำให้เกิด impact อย่างมากกมาย
แนวคิดทั้งหมดที่ได้มา อ.สุธีระ ใช้คำว่า ยุทธศาสตร์ตาผึ้ง นั่นก็คือ ภาพรวมที่ผึ้งเห็น จะเกิดจากตาประกอบย่อยๆหลายๆอันประกอบภาพมาเป็นภาพใหญ่ภาพเดียว ซึ่งทำให้งานวิจัยในภาพใหญ่สามารถนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น
