Suppasu diary/blog

Social Movi and Me

Posts Tagged ‘social’

เดินเป็นคู่

Posted by suppasu on May 18, 2008

ใครอ่านหัวข้อบล็อก แล้วคิดว่าผมกำลังอยู่ในอารมณ์อกหัก…….คุณกำลังคิดผิด

ใครอ่านหัวข้อบล็อก แล้วคิดว่าผมเป็นพวกหัวโบราณ……………คุณกำลังคิดผิืิด

ใครอ่านหัวข้อบล็อก แล้วคิดว่าผมองุ่นเปรี้ยว…………………….คุณก็กำลังคิดผิดอีกเหมือนกัน

เพราะจริงๆ แล้ว ผมกำลังจะมาบ่นคร้าบบบบบบบบบบ

เข้าเรื่องเลยดีกว่า…..

เคยมั้ย เวลาเดินขึ้นบันได มักเจอคนเดินเป็นคู่ กีดขวางทางจราจรอยู่

เคยมั้ย เวลาเดินไปในที่แคบๆ (อย่างเช่นในกิมหยง) มักเจอคนเดินเป็นคู่ กีดขวางทางจราจรอยู่

ไม่มีไรมากครับ แค่ผมอยากจะบอกว่า ผมเบื่อพฤติกรรมอย่างนี้มากเลย….

ไม่ใช่ว่าผมไร้ืคู่ แล้วจะไปอิจฉาคนมีคู่นะครับ

แต่ ผมเห็นหลายคน เดินจูงมือกันสองคน เหมือนกับว่า โลกนี้มีแต่ฉันกับเธอ ยืนเคียงข้างกัน ไม่มีวันพรากจากกันไปไหน (เริ่มเน่า)

โอเค คนเราก็ต้องมีหวานกันบ้าง ผมไม่ว่า และพยายามทำใจ

แต่เหตุการณ์ครั้งล่าสุดนี่สิ ทำให้ผมเคืองมากเลย เหตุการณ์มีดังนี้ครัับ :

ผม : ขอทางหน่อยได้มั้ยครับ

ช และ ญ เดินจูงมือกันอยู่ : ครับ, ค่ะ

เมื่อผมเดินไปพ้นระยะ ดันได้ยินเสียงบ่น

ช : มันจะรีบเดินไป (ตาย 5) ที่ไหนวะ

กำ….ผมดันหูดีได้ยินซะอีก

ผมไม่ได้โกรธผู้ชายคนนี้นะครับ กลับรู้สึกชื่นชมซะด้วยซ้ำ

ผู้ชายคนนนี้เป็นคนดีครับ รักแฟน กล้วว่า้ถ้าไม่ได้เคียงข้างแฟน แล้วจะทำใ้ห้เกิดปัญหาชีวิตคู่

ผู้ชายคนนี้เป็นคนกล้าครับ กล้าที่จะแช่งคนอื่นต่อหน้าแฟน….. โดยไม่กลัวเสียภาพพจน์

ผมต่างหากที่ผิด ที่รีับไปธุระ

ผมต่างหากที่ผิด ดันเดินช้า แล้วขึ้นบันไดหลังคู่นี้

ผมต่างหากที่มีน้ำใจมากเกินไป เว้นที่ให้คนที่รีบเค้าเดินขึ้นไป

ผมต่างหากที่ผิด โรงเรียนดันสอนมาดีเิกิน ว่าเวลาขึ้นลงบันได ให้ยืนชิดซ้าย(หรือขวา)

ผมเป็นเผด็จการ เพราะดันคิดว่าคนอื่นเค้าจะคิดเหมือนผม

ผมต่างหากที่ไม่กล้า…. ไม่กล้าที่จะพูดว่าผมรีบ แล้วดันมาบ่นในบล็อกอีก



โอเค ผมยอมรับผิดครับ เป็นความผิดผมคนเดียว

แต่ผมขอได้มั้ยครับ เวลาเดินขึ้นบันได ไม่ต้องเคียงข้างกันตลอดเวลา

เปิดโอกาสให้ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า

รึถ้าคุณผู้หญิงอยากนำ ก็ยอมให้คุณผู้หญิงเป็นช้างเท้าหน้าก็ได้นะ

เอ๊ะ….หรือว่าสมัยนี้เค้าสิทธิเท่าเทียม  ชายหญิงต้องเดินพร้อมกัน

ถ้าอย่างนั้น ขอความกรุณางดใช้สิทธิดังกล่าว ขณะเดินขึ้นบันได ได้มั๊ยครับ

เพราะอาจมีคนอีกหลายคน ที่ชอบทำความผิดแบบผม จะได้รีบไป (ตาย 5) ไวๆ ซะที โดยที่ไม่ต้องรบกวนคำพูดอันล้ำค่าจากคุณอีก

โลกนี้จะได้เหลือแต่คนดีๆ อย่างคุณไงล่ะ

Posted in Dialy/blog | Tagged: , , | 1 Comment »

ข้อสังเกตจากระบบนิเวศ : สิ่งที่สังคมไทยไม่มีวันตระหนัก

Posted by suppasu on April 26, 2008

จริงๆ ว่าจะไม่เขียนเกี่ยวกับเรื่องราวสุดฮอตในปัจจุบันซะแล้ว แต่เมื่อวานอ่านข่าว นี้ ก็สังเกตอะไรบางอย่าง ก็เลยเอาซะหน่อย

สรุปคร่าวๆ จากลิงค์ที่ให้ข้างบน ระบบนิเวศจะมีประสิทธิภาพในการผลิตสูงสุด ก็ต่อเมื่อระบบนิเวศนั้นๆ มีความหลากหลายทางชีวภาพค่อนข้างสูง ตรงกันข้ามกับระบบที่ไม่มีความหลากหลาย ที่มีผลผลิตที่ต่ำกว่า และอาจถึงขั้นเสื่อมโทรมในที่สุด

อีกซักตัวอย่าง ข้อดีของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ก็คือ มีความหลากหลายทางพันธุกรรม เมื่อเทียบกับการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ และมันเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตรอดของสิ่งมีชีวิต

ผมไม่พูดถึงความเหมาะสมในเรื่องการยืนหรือไม่ยืน เพราะถือว่าคนที่กระทำก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำที่ตนเองได้ทำลงไป บางเรื่องถึงแม้เราจะไม่เห็นด้วย แต่สุภาษิตไทยยังคงใช้ได้อยู่เสมอ “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม”

แต่สิ่งที่ต้องพูดถึง คือการกระทำของคนอีกจำพวกมากกว่า เขาไม่มี ไม่มีสิทธิอะไรทั้งสิ้น ที่จะไปทำร้ายร่างกายผู้อื่น ถึงแม้ว่าสิ่งที่คนอื่นกระทำ จะเป็นการขัดกับความคิดของตัว เขาก็ไม่มีสิทธิที่จะทำอย่างนั้น และแน่นอน การทำร้ายร่างกายถือว่าผิดกฏหมายอย่างชัดเจน

การรักและเทิดทูนไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่การกระทำที่เกินพอดี ย่อมส่งผลเสียต่อระบบโดยรวม เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้ความรู้สึก มากกว่าสติ หรือเหตุผล นั่นเป็นสัญญาณอันตราย เพราะในที่สุด การรักและเทิดทูนจนเกินพอดี ก็จะส่งผลเสียต่อบุคคลที่เรารักและเทิดทูนมากที่สุดนั่นเอง

เห็น reaction ของคนในสังคมแล้วก็น่าเป็นห่วง หลายคนอาฆาตหมายมั่นปั้นมือ หลายคนแจกจ่ายรูปถ่ายพร้อมประวัติของผู้ที่ไม่มีความคิดตรงกับตัว โดยหวังที่จะอาศัยสังคมที่เห็นด้วยกับตัว ในการกดดัน, ขับไส, ต่อต้าน ผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากตัว หลายคนไม่ยอมรับในความเห็นที่แตกต่างนั้น หลายคนแบ่งเป็นฝ่ายๆ คิดไม่เหมือนพวกกูคือสิ่งผิด คิดไม่เหมือนพวกกูคืออาชญากร ในสังคมไทย เราสามารถยกตัวอย่างของการไม่ยอมรับในความคิดที่แตกต่างได้มากมาย มากซะจนเขียนเป็นวันๆ ก็ไม่จบ

สิ่งที่สังคมไทยขาดไปในตอนนี้คืออะไร ? สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่สังคมที่มีความคิดเหมือนกันหมดทั้งสังคม การยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างถือเป็นจุดเริ่ม ถือเป็นความจำเป็นที่จะสร้างสังคมให้อยู่รอดต่อไป สังคมใดก็ตามที่ไม่ยอมรับความแตกต่างในความคิด ขาดวัฒนธรรมการวิพากษ์ เป็นสังคมแห่งความแบ่งฝ่าย ไม่ใช่พวกกู ก็ต้องเป็นพวกมัน สังคมที่ไม่มีพื้นที่ว่างให้กัับคนที่คิดแตกต่าง สังคมนั้นย่อมไม่ทานทนต่อกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง จริงอยู่ สังคมลักษณะนี้อาจต้านทานความเปลี่ยนแปลงได้ในระดับหนึ่ง แต่หากความเปลี่ยนแปลงนั้นถาโถม เกินกว่าที่ความคิดเห็นแต่เพียงข้างเดียวจะตามทัน ในที่สุดสังคมนั้นก็จะตายและสูญสลายออกไปจากระบบ

เราจะเปลี่ยนแปลงสังคมที่เป็นอยู่นี้ได้อยางไร ? การศึกษาจะช่วยสิ่งนี้ได้จริงหรือ ? ในเมื่อผู้สอนก็ยังยึดติดอยู่กับความคิดตัว ในเมื่อสังคมรอบข้างยังเป็นเช่นนี้อยู่ ในเมื่อผู้ที่คิดเห็นแตกต่าง ถูกผลักจนไปติดขอบของสังคม หรือเราจะต้องรอให้สังคมเราเกิดวิกฤติ เหมือนในประวัติศาสตร์ที่ผ่านๆ มา ? ถ้าหากเราเพียงแต่ยอมรับความแตกต่างในความคิดได้ ? หรือความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลย เพราะ “ที่นี่ประเทศไทย”

บล็อกนี้มีเครื่องหมายคำถามค่อนข้างมาก เป็นคำถามที่รอคำตอบ และอาจจะต้องรอคำตอบไปจนชั่วนิรันดร์ รอไปจนกว่าสังคมที่เราอยู่จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

Posted in ถังความคิด | Tagged: , | 1 Comment »

คิดเล่นๆ : โลกที่เร็วและกว้างเกินการรับรู้

Posted by suppasu on April 26, 2008

ไปอ่านบล็อกเรื่อง โลกที่เร็วและกว้างเกินการรับรู้ ของ teerapap รู้สึกเห็นด้วยกับเนื้อหาข้างในหลายอย่าง โดยเฉพาะประโยคนี้

ผมเคยใช้ชีวิต นั่งอ่าน blog นั่งอ่านข่าว นั่งเสพความรู้ผ่าน feed reader จมอยู่กับมันวัน
ละสองสามชั่วโมง เสียเวลาชีวิตก็จริง แต่ก็ได้ความรู้มากมาย

เห็นด้วยอย่างแรง !!! ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เสียเวลาในแต่ละวันในการอ่านข่าว จัดการ feed กว่าจะเคลียร์ในแต่ละวัน ก็ปาเข้าไป 2-3 ชั่วโมงแล้ว หยุดอ่านซักสองวัน feed ก็มาเป็นร้อย พอเยอะมากๆ เข้า ก็กด read all ไปซะ เสียดายก็เสียดาย แต่ไม่รู้จะทำไง ขืนอ่านหมดก็ไม่เป็นอันทำอะไรพอดี

พอเริ่มอ่านมากๆ เข้า ความคิดบางอย่างมันก็ตกตะกอนในหัว เอ๊ะ ทำไมเราต้องมานั่งอ่านของพวกนี้ทุกวันด้วย ? เหตุผลหลักที่ดึงดูดให้มาอ่านของพวกนี้คืออะไร ?

หากเราลองถอยออกมาจากโลกไซเบอร์ซักก้าวนึง แล้วลองมองไปยังสังคมรอบๆตัวเรา จะเห็นได้ว่ารอบๆตัวเรา มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอดเวลา เราอาจคุยเรือ่งการเมืองกับเพื่อนได้เป็นวันๆ ก็เพราะทั้งเพื่อนและเรามีความสนใจในเรื่องเดียวกัน เราอาจจะชอบฟังนักวิชาการบางคนพูด ก็เพราะชื่นชมในตัวนักวิชาการคนนั้น หรืออาจจะชื่นชมในเนื้อหาที่เขาต้องการนำเสนอ

กลับมาที่โลกไซเบอร์กันต่อ จากสังคมจริงๆ ในชีวิตจริง เราก็อาจจะสรุปได้ว่า สิ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เรามาอ่าน ข่าวหรือfeed นั้นๆ เป็นประจำ นั่นก็คือ เนื้อสาร และผู้ส่งสาร

การใช้ feed ช่วยเรากลั่นกรองเนื้อหาที่เราต้องการได้บางส่วนก็จริง แต่บนโลกไซเบอร์แห่งนี้ เนื้อหาต่างๆ มีจำนวนมากมายมหาศาล ถึงแม้เราจะเลือกเนื้อหาที่เราสนใจ จำนวนที่มีมันก็ยังมากอยู่ดี แล้วอีกอย่าง feed ก็กรองเนื้อหาที่เราต้องการได้อย่างอยาบๆ เท่านั้น เราอาจสนใจวิชาฟิสิกส์ก็จริง แต่เราก็ไม่ต้องการรู้เรื่องพลังงานในระดับควอนตัม ซึ่งตรงนี้การใช้feed ในการกรองยังทำได้ไม่ดีนัก

ส่วนการเลือกผู้ส่งสาร เฉพาะที่เราชื่นชอบ วิธีนี้อาจจะดี แต่ในคนๆหนึ่ง ก็ล้วนมีหลายด้าน ในบางด้านอาจเราอาจจะไม่ชอบตรงนั้น ทำไงดี ?

สำหรับผม วิธีแก้ปัญหาข้อมูลล้นท่วมหัว ที่ผมมักจะใช้เสมอ ก็คืออาศัยเครือข่ายทางสังคมนี่แหละครับ ผมไม่ต้องไล่ตามฟังเพลงทุกเพลงที่ออกใหม่ เพราะผมมีเพื่อนหลายคน ที่มีรสนิยมในการฟังเพลงเหมือนๆผม เมื่อพวกเขาเห็นเพลงไหนที่คิดว่าผมน่าจะชอบ เค้าก็บอกผม ในทางกลับกัน เมื่อมีหนังเรื่องไหนที่เพื่อนๆน่าจะชอบ ผมก็แนะนำ ซึ่งก็ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย

รูปแบบที่พูดมา หลายคนคงพอนึกออกแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็แบบ Last.fm ที่เราสามารถกรองเพลงที่เราชอบได้ แน่นอน การใช้วิธีดังกล่าว ต้องอาศัย learning curve ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าข้อมูลมีจำนวนมากขึ้น ความแม่นยำในการทายใจเราก็จะมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่าน่าจะช่วยในการกลั่นกรองข้อมูลในระดับหนึ่ง

Google reader อาจจะสามารถให้แต่ละคน share feed ที่อ่าน หรือให้ดาวได้ก็จริง แต่ผมมองว่ามันยังไม่มีประสิทธภาพเพียงพอ หลายครั้ง item ที่ share ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผมสนใจ หลายครั้งกลายเป็นไปคนละเรื่องกันเลย

การมาของ web 3.0 คงทำให้อะไรๆ ดีขึ้นกว่านี้ ?

หรือเราาควรเปลี่ยนแปลงนิสัยของเราเอง รู้เท่าที่จำเป็น ?

หรือไม่ต้องรู้อะไรเลย ใช้ชีวิตไปวันๆ ?

แบบไหนกันแน่ที่ดี ?

Posted in ถังความคิด | Tagged: , , , | Leave a Comment »

ศึกษาธิการ วิทยาศาสตร์ และ ไอซีที : ว่าด้วยเรื่องกระทรวงศึกษา (ตอนที่1)

Posted by suppasu on February 14, 2008

ชื่อหัวข้อบล็อกในวันนี้ มาจากชื่อของสามกระทรวงหลัก ที่ผมคิดว่าเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนครับ

หลายคนอาจจะถาม เ๊อ๊ะ กระทรวงที่เป็นกลไกในการพัฒนาประเทศ น่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ หรือ กระทรวงการคลังไม่ใช่เหรอ สำหรับหลายคนที่สงสัย ผมขอให้ย้อนกลับไปดูประโยคแรกของบล็อกอีกครั้ง แล้วลองอ่านตัวหนาที่ผมเน้นไว้ดูนะครับ

ทุกๆ ครั้งที่มีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงานให้กับประเทศชาติ (หรือเปล่า) กระทรวงหลักที่ผมจับตามอง ก็ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ และ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นี่แหละครับ แต่พอตอนหลัีง มีกระทรวง ICT แยกออกมา ผมก็เลยต้องจับตามองกระทรวงนี้เพิ่มขึ้นอีก เพราะโดยสายงานแล้ว ผมต้องเกี่ยวข้องกับ ICT อยู่ตลอด

ทำไมผมถึงคิดว่า ทั้งสามกระทรวงนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ?

เริ่มที่กระทรวงศึกษาธิการก่อนแล้วกัน กระทรวงนี้สำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน ข้อนี้คงไม่มีใครเถียง งบประมาณที่ภาครัฐทุ่มมาให้กับกระทรงนี้ ถือว่ามากเป็นอันดับต้นๆ อันนี้ก็ชัดเจน แสดงว่าประเทศเราก็ให้ความสำคัญกับการศึกษา

แต่ทำไมการศึกษาไทยยังไม่ก้าวหน้า ? จัดลำดับการศึกษาทุกครั้ง ไทยเราได้รองบ๊วยเกือบทุกครั้ง ถามว่าทำไม ?

ถ้าเอาคำถามนี้ ถามคนซักสิบคน ก็คงจะได้คำตอบซักสิบอย่าง แต่ถ้าถามผม ผมก็จะตอบง่ายๆ ครับ “เราไม่เข้าใจคำว่าการศึกษา”

คำว่าการศึกษา สำหรับผม มันไม่ใช่การ ให้อาจารย์มาพูดๆๆๆ บลาๆๆๆ ออกข้อสอบ นักเรียนนักศึกษาทำข้อสอบที่อาจารย์ได้เต็ม get A แล้วก็จบ รับวุฒิ ได้กระดาษมาซักแผ่น แล้วก็โอเค คุณมีการศึกษาแล้วนะ สำหรับผมสิ่งนี้ไม่ถือเป็นการศึกษาครับ เป็นแค่การให้ Information เฉยๆ ครับ

การศึกษาในความคิดของผม ไม่ต้องสอนเยอะ ไม่ต้องสอบมาก ไม่ต้องท่องจำ ขอแค่คนที่ผ่านการศึกษามาแล้ว สามารถคิดเองได้ ตัดสินข้อมูลที่รับมาได้ด้วยตนเอง ทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ ไม่เป็นภาระของสัึงคม ดำรงชีวิตด้วยปัญญาของตัวเอง (ขอมากไปหรือเปล่าเนี่ย) สำหรับผม นี่คือความหมายและจุดประสงค์ที่แท้จริงของการศึกษา

ถ้าจะให้ผมวัดความสามารถของกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน เต็ม 10 ผมให้ 3 ครับ ให้เพราะความพยายามครับ ไม่ใช่เพราะความสามารถ เราพยายามปฏิรูปการศึกษามาหลายยุคหลายสมัย แต่ยิ่งทำก็เหมือนกับลิงพันแห แก้กันไปกันมามั่วเป็นที่สุด child centre (เ็ด็กเรียกควายเซนเตอร์) ก็ล้มเหลว, หลักสูตรใหม่ ใช้ไปใช้มาก็เหลวยิ่งกว่าเดิม, Admission ยิ่งทำไปทำมาก็แย่

ผมเข้าใจว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่กระทรวงศึกษาพยายามนำมา้มใช้ ก็ด้วยจุดประสงค์ดีครับ แต่เราต้องตีโจทย์ให้แตกว่า ทำไมเอามาใช้ทีไร ก็ล้มเหลวทุกที อย่าง child center ผมเห็นด้วยในหลักการนะ แต่ใช้ไปใช้มา กลายเป็นว่าอาจารย์สบาย เด็กนั่นแหละที่ตาย ตรงนี้กระทรวงศึกษาต้องหาปัญหาให้เจอนะครับ ไม่นั้นการปฏิรูปการศึกษาก็คงวนเวียนอยู่อย่างนี้

ถ้าทางกระทรวงศึกษามองปัญหาไม่ออก เพราะผู้ใหญ่ในกระทรวงผ่านพ้นวัยเด็กมานานแล้ว ผมพอจะเสนอปัญหาให้ได้นะครับ

  • ยึดติดกับ tools มากเกินไป :

อันนี้เห็นได้ค่อนข้างชัดครับ ขอออกตัวก่อนนะว่าในฐานะที่ผมกำลังจะเป็นวิศวกร ผมไม่ปฏิเสธว่า การที่เราจะวัดว่าอะไรประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ เราต้องมีอะไรซักอย่างที่อ้างอิงได้ ประเมินผลออกมาเป็นตัวเลขได้ เมื่อประเมินออกมาแล้ว เราก็ต้องมีหลักฐานยืนยัน สำรับการศึกษา การสอบ ถือเป็น tools ที่ใช้ในการวัด เกรดที่ได้ คือ ouput ของการวัด วุฒิบัตร คือหลักฐานอ้างอิง อันนี้ผมก็ยอมรับ และไม่ปฏิเสธครับ แต่การศึกษาไทยในปัจจุบัน เรากำลังยึดถือกับ tools, output และ หลักฐาน กันมากเกินไปหรือเปล่า ? เราใช้ tools และ output ตัวนี้ในการตัดสินในทุกๆ ด้านๆ และทุกๆทางของการศึกษา อันนี้ผมว่าไม่แฟร์ ครับ tools ทุกอย่างมีข้อจำกัดในตัวของมันเอง ไม่มี tools ตัวไหนสามารถวัดได้ทุกอย่าง และให้ผลออกมาถูกต้องทุกอย่าง แต่เรากลับไปยึดถือ tools และ ouput ที่ได้จาก tools ตัวนี้ ให้มันกลายเป็นทุกๆอย่าง อันนี้น่ากลัวนะครับ

  • ขึ้นต้นเป็นบ้องไม้ไผ่ ลงท้ายเป็นบ้องกัญชา :

อันนี้คือความรู้ความเข้าใจในเรื่องนโยบายครับ ตัวอย่างเรื่องนี้ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ เรื่อง child center นี่แหละ กระทรวงมีแต่บอกกรอกหูทุกวันว่า เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แต่ไม่เคยสร้างความเข้าใจเลยว่า การยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางคืออะไร แต่ละคนก็เลยทำไปคนละทาง อาจารย์หลายคนเข้าใจว่า การยึดผุ้เรียนเป็นศูนย์กลางก็คือ ให้เด็กทำทุกอย่าง อาจารย์ไม่ต้องสอน วิชาเดียวมันก็ยังพอรับได้อยู่ครับ แต่อย่าลืมว่าเด็กนักเรียนต้องเรียนหลายวิชา แล้วอาจารย์ทั้งหลายดันเข้าใจแบบนี้หมด นักเรียนก็ตายน่ะสิครับ เรียนไม่รู้เรื่องแล้วทำไง ก็ต้องไปเรียนพิเศษ คนไม่มีเงินทำไงล่ะ ก็ต้องจำยอมทนต่อไปในระบบน่ะสิ

  • Top-Down vs Bottom Up :

Top-Down เป็นสิ่งที่ระบบราชการไทยถนัดครับ  นโยบายของประเทศไทย แทบทั้งหมด เป็นแบบสั่งการจากส่วนกลาง ลงมาส่วนล่างครับ คนที่สั่งไม่เคยรู้หรอก ว่าจริงๆแล้วข้างล่างเป็นอย่างไร ได้แต่สั่งๆๆๆๆ แล้วก็ให้ปฏิบัติตาม ถ้าสถาพความเป็นจริงในพื้นที่มันก็ดีไป แต่ถ้ามันไม่ตรงล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น ตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์เพื่อนการศึกษาในสมัยก่อนยังไง อุตส่าห์แบกคอมไปให้โรงเรียนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ครับ แล้วมันจะใช้คอมได้ยังไงเนี่ย

Bottom Up วิธีนี้น่าจะเหมาะสมกว่านะครับ เพราะคนที่ทำงานอยู่ ย่อมเข้าใจสภาพปัญหาดีที่สุด เมื่อมีปัญหาอะไรก็ตาม คนที่คลุกคลีอยู่กับปัญหาย่อมจะเข้าใจและตอบสนองได้ดีที่สุดครับ

  • เน้นสิ่งสมมุึติ

อันนี้ผมเขียนไปคงไม่ดีเท่าบทความที่ อ.ธวัชชัย เป็นคนเขียนครับ สามารถคลิกอ่านได้ ที่นี่

ตอนแรกว่าจะเขียนสั้นๆ เขียนไปเขียนมาชักจะยาวซะแล้ว ขอตัดไปตอนต่อไปนะครับ

    Posted in ถังความคิด | Tagged: , , , | Leave a Comment »

    ศักดินา, ชั้นวรรณะ, การเลือกตั้ง, self centre, รัฐประหาร และประเทศไทย

    Posted by suppasu on December 25, 2007

    ผมไม่ไปเลือกตั้ง, ผมไม่ไปโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะผมเชื่อว่า ผมมีสิทธิที่จะแสดงออกถึงจุดยืนทางการเมือง ว่าผมไม่ยอมรับรัฐประหาร ไม่ว่าด้วยเหตผลใดๆ เพราะผมเชื่อว่า กลไกลของประชาธิปไตยจะสามารถเดินหน้าไปได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องใช้ “มือสีเขียว” เข้ามาช่วยให้เดินหน้า

    พูดเรื่องการเลือกตั้งกับรัฐประหารไปแล้ว เพื่อให้เข้ากับหัวข้อ ก็จะขอพูดถึงเรื่อง ชั้นวรรณะ และ ระบบศักดินาของไทยซะหน่อยบางคนอาจจะแย้งว่า เอ๊ะ! เรื่องเหล่านี้มันไปเกี่ยวข้องรัฐประหารและการเลือกตั้งตรงไหน เดี่ยวก็จะได้รู้กันครับ

    ผมเชื่อว่าทุกคนต้องเคยรู้ว่า วรรณะคืออะไร และหลายคนยังรู้ด้วยว่า อินเดียนั้นเคยแบ่ง ออกเป็น 4 วรรณะ และหลายคนก็คงจะภูมิใจว่า เฮ้ย ประเทศเราไม่มีชั้น วรรณะ ทุกคนในประเทศไทยเสมอภาคกัน ผมเคยเชื่อเช่นนั้น และคิดว่าหลายคนคงจะเชื่อเช่นนั้น

    แต่ความเชื่อเรื่องเมืองไทยไม่มีชั้นวรรณะของผม ก็มักจะมาสั่นคลอนทุกครั้งหลังการเลือกตั้ง ลองมาดูตัวอย่างที่ผมมักจะได้ยินบ่อยๆ หลังการเลือกตั้งกันดีกว่านะ (เอ้อ ลืมบอกไป ผมเป็นคนใต้ 100% นะครับ)

    A : ไอ้คนภาคอีสาน มันโง่จริงๆ เลือกไปได้ยังไงพรรคนายทุน รวยแล้วเดี๋ยวก็มากอบโกยอีก====> เลือกตั้งปี 44 ทักษิณสมัยแรก

    B : คน กทม นี่ตามกระแสนะ เลือกไปได้ พรรคนายทุน ====> เลือกตั้งปี 44 ทักษิณสมัยแรก

    C : ใบสีม่วงคงปลิวว่อนทั่ว ภาคอีสาน อ่ะจิ ถึงได้เลือกมันเข้ามาอีก ===> เลือกตั้ง ปี 48 ทักษิณสมัยสอง

    อันนี้ล่าสุดเลย สดๆ หลังเลือกตั้งเสร็จ

    D : แมร่ง คนอีสานมันกินอะไรวะ สงสัยกินแต่ปลาร้า ถึงได้โง่แบบนี้

    ที่จริงมีมากกว่านี้ แต่เอามาให้เป็นตัวอย่างก็พอ

    จริงๆ แล้ว นอกจากการเลือกตั้งแล้ว ยังมีเหตุการณ์ หลายอย่างอีกที่ทำให้คนมีความคิดแบบนี้ขึ้นมา เดี๋ยวผมจะลองแบ่งวรรรณะในสังคมไทยคร่าวๆให้ก็แล้วกัน โดยเรียงจากสูงไปต่ำ

    แบ่งตามภูมิภาค :

    1. ภาคกลาง, ภาคใต้
    2. ภาคเหนือ
    3. ภาคอีสาน

    แบ่งตามมุมมองทางการเมือง

    1. ศักดินา, อมาตยาธิปไตย
    2. ทุนนิยม
    3. คอมมิวนิสต์

    จริงๆ แล้ว แบ่งได้มากกว่านี้อีก แต่ไม่กล้าโพส เพราะกลัวจะตายก่อนแก่

    มาพูดถึงเรื่องศักดินา เรื่องนี้พูดกันได้ยาวๆ ตัวอย่างระบบศักดินาที่เห็นชัดเจนที่สุด ก็ ระบบราชการนี้แหล่ะ ไม่ต้องดูที่อื่นให้ไกล มุมมองข้าราชการส่วนมากมักจะเป็น เราเป็นนาย ประชาชนเป็นบ่าว ทั้งๆที่มันควรจะเป็นตรงกันข้าม

    Self Centre อันนี้ลองดูบทความเรื่อง เลือกข้าง ที่ผมเคยเขียนก็ได้

    ลองคิดดูละกัน ว่า คำเหล่านี้ ศักดินา, ชั้นวรรณะ, การเลือกตั้ง, self centre, รัฐประหาร และประเทศไทย มันเกี่ยวข้องกันยังไง

    Posted in ถังความคิด | Tagged: , , | 1 Comment »